2 เรื่องที่ต้องรู้ก่อนจ่ายเงินปันผล

หมวด: 
บัญชีและภาษี
รายละเอียด: 

แสงสว่างที่ปลายอุโมงค์คงเป็นสิ่งที่นักเดินทางรอคอย คงไม่ต่างกับกำไรและเงินปันผลที่จะได้รับเป็นสิ่งที่นักธุรกิจและนักลงทุนต่างแสวงหา เพราะเป็นเสมือนน้ำทิพย์ชโลมใจว่ากิจการที่ทำมาหรือไปลงทุนประสบความสำเร็จ จากนี้ไปจะได้รางวัลตอบแทนความพยายามเป็นเงินปันลต่อเนื่องไปทุกเดือนๆ แต่การจ่ายเงินปันผลแม้จะสุขใจผู้รับ แต่ก็สร้างความสุขใจให้ผู้ที่เปรียบเสมือนเป็นเพื่อนคู่คิดมิตรคู่ธุรกิจของเราไม่ได้ เพราะคุณสรรพ์ของเรากำหนดกติกามารยาทไว้มากมายพอที่จะทำให้ผู้ไม่รู้ตกไปอยู่ในบ่วงภาษีได้อย่างไม่น่าเชื่อ

เปเป้ ป ประมุข : ใช่เลยค่ะ เรื่องนี้ขอบอกเลยว่า ที่เคยได้ยินกันว่าไม่มีใครอยู่เหนือกฎหมายคงไม่จริง เพราะผู้รักษากฎหมายนี่ล่ะอยู่เหนือกฎหมายตัวจริงเสียงจริง ทำถูกต้อง ตรงเป๊ะยิ่งกว่าไม่บรรทัดแล้วยังบอกว่าผิด จะประเมินภาษีให้ได้ พูดยังไงก็ยืนยันกระต่ายขาเดียวว่าต้องเสียภาษี เบี้ยปรับ เงินเพิ่ม ไม่รู้เหมือนกันว่าอีกขาหายไปไหน

มือปราบ : เอิ่ม พี่ว่าเห็นแค่ชื่อฉายาแล้วไม่น่าจะมีใครกล้าแหยมนะ ค่ายเก่าของพี่บัวขาวเค้าเลยนะเนี่ย แต่ใจเย็นๆ ก่อน ล้อมวงมาเล่ากันก่อนว่าเรื่องมันเป็นมาอย่างไร อย่าเพิ่งไปกล่าวหาใครเค้าโดยไม่รู้ข้อเท็จจริง เดี๋ยวโดนเชิญตัวไปปรับทัศนคติไม่รู้ด้วยนะ

เปเป้ ป ประมุข : O.K. ค่ะ เรื่องเป็นแบบนี้ค่ะ บริษัทหนูมีกำไรล้นเหลือ ผู้ถือหุ้นต่างพากันจ้องตาเป็นมัน สุดท้ายก็เลยตกลงกันว่าจะปันผลให้หมดไม่ให้เหลือ เพราะธุรกิจที่จะทำต่อมีเงินทุนเหลือเฟือแล้วนำมาให้ผู้ถือหุ้นใช้ประโยชน์ดีกว่า เผื่อจะได้ไปช็อปปิ้งช่วยชาติ หรือช่วยพี่ตูนกันคนละก้าว เพราะพี่บัวขาวดอทคอมแกมายืนกำกับอยู่ ใครบริจาคน้อยมีหวังโดนตุ๊ย

พอจ่ายปันผล หนูก็หักภาษี ณ ที่จ่ายตามกติกาเป๊ะ 10% ไม่ขาดไม่เกิน แม้อยากจะหักเกินแต่ก็ทำไม่ได้เพราะมันจะผิดกฎหมาย อิอิ หนูอยากรู้ว่าหนูผิดตรงตามที่คุณสรรพ์ท่านบอกตรงหนาย

มือปราบ : เงินปันผลถือเป็นสิ่งที่ผู้ถือหุ้นทุกคนรอคอย เพราะหลังจากลงเงินทุนไปนานแสนนานกว่ากิจการจะลืมตาอ้าปากได้ พอถึงเวลากำไรก็ต้องจัดสรรเพื่อตอบแทนพระคุณให้ผู้ถือหุ้นถือเป็นเรื่องปกติ บริษัทในตลาดหลักทรัพย์ก็จ่ายเงินปันผลกันเป็นปกติ แต่การจ่ายเงินปันผลให้กับผู้ถือหุ้นจะมีประเด็นที่เกี่ยวข้อง 2 เรื่อง คือ

1. การจ่ายเงินปันผล ผู้จ่ายเงินปันผลต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย

เรื่องนี้คุณสรรพ์ท่านจะไม่ยุ่ง เอ๊ยท่านกำหนดไว้ชัดเจนไว้ในมาตรา 50 ว่า

“ให้บุคคล ห้างหุ้นส่วน บริษัท สมาคม หรือคณะบุคคลผู้จ่ายเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 หักภาษีเงินได้ไว้ทุกคราวที่จ่ายเงินได้พึงประเมินตามวิธีดังต่อไปนี้

(จ) ในกรณีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40(4) (ข) ให้คำนวณหักในอัตราร้อยละ 10.0 ของเงินได้”

สรุปว่า เมื่อมีการจ่ายเงินปันผล หรือส่วนแบ่งกำไร ที่เป็นเงินได้ตามมาตรา 40 (4) (ข)  ให้นิติบุคคลผู้จ่ายเงินทำหน้าที่

หักภาษี ณ ที่จ่าย อัตรา 10% ของเงินปันผล

2. การนำเงินปันผลที่ได้รับไปรวมคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา หรือภาษีเงินได้นิติบุคคล

ใจเย็นๆ อย่าเพิ่งโวยวายว่าเสียภาษีซ้ำซ้อนเรื่องนี้มีทางออก แต่เราต้องเข้าใจกฎ กติกา มารยาทในการรับเงินปันผลก่อน

เนื่องจากเงินปันผล เป็นหนึ่งในเงินได้ที่คุณสรรพ์ท่านกำหนดให้ต้องนำไปรวมคำนวณเพื่อเสียภาษี โดยท่านได้จัดระเบียบไว้นานแล้วว่า เป็นเงินได้ตามมาตรา 40 (4) (ข)

(ข) เงินปันผล เงินส่วนแบ่งของกำไรหรือ ประโยชน์อื่นใดที่ได้จากบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล กองทุนรวม หรือสถาบันการเงินที่มีกฎหมายโดยเฉพาะของประเทศไทย จัดตั้งขึ้นสำหรับให้กู้ยืมเงินเพื่อส่งเสริมเกษตรกรรม พาณิชยกรรมหรืออุตสาหกรรม เงินปันผล หรือเงินส่วนแบ่งของกำไรที่อยู่ในบังคับต้องถูกหักภาษีไว้ ณ ที่จ่ายตามกฎหมายว่าด้วยภาษีเงินได้ปิโตรเลียมเฉพาะส่วนที่เหลือจากถูกหักภาษีไว้ ณ ที่จ่ายตามกฎหมายดังกล่าว

เมื่อถือเป็นเงินได้ แปลว่าต้องนำไปรวมเป็นเงินได้เพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา แต่เนื่องจากเงินปันผลที่จ่ายให้เรา เกิดจากจากำไรหลังเสียภาษีของบริษัทผู้จ่ายเงินปันผล เท่ากับว่าเงินปันผลที่นำมาจ่ายให้เราได้เสียภาษีไปแล้ว ทำให้คุณสรรพ์ซึ่งมีคุณธรรม มีมโนธรรม และเมตตาธรรมในหัวใจไม่อาจยอมรับได้ จึงกำหนดทางเลือกให้เลือกคือ

- เลือกไม่นำเงินปันผลมารวมกับเงินได้อื่นเพื่อเสียภาษี โดยยอมถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย อัตรา 10%

- นำเงินปันผลมารวมกับเงินได้อื่น เพื่อคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

เรียกว่าหล่อและสวยเลือกได้ละกัน หากเราเลือกไม่นำมารวมก็เป็นอันจบตอนที่รับเงินปันผล และถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายไว้ แต่ถ้าเลือกที่จะนำไปรวมกับเงินได้อื่นเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา งานนี้ไม่ใช่แค่นำเงินปันผลมาเป็นเงินได้เท่านั้น แต่ต้องนำเครดิตเงินปันผลมารวมเป็นเงินได้ด้วย  อันนี้มือปราบไม่ได้คิดเองนะ แต่คุณสรรพ์ท่านกำหนดไว้ชัดเปรี้ยง แฮ่ชัดเจนว่า

คำสั่งกรมสรพรกาที่ ป. 119/2545เรื่อง  การเครดิตภาษีเงินปันผลหรือเงินส่วนแบ่งของกำไรตามมาตรา 47 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร

ข้อ   19   กรณีบุคคลธรรมดาได้รับเงินปันผลหรือเงินส่วนแบ่งของกำไรจากบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย ซึ่งเป็นเงินปันผลที่ได้รับเครดิตภาษีตามมาตรา 47 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร ตามข้อ 11 ผู้มีเงินได้จะเลือกเสียภาษีในอัตราร้อยละ 10.0 ของเงินได้ โดยไม่ต้องนำไปรวมคำนวณกับเงินได้อื่นก็ได้ ในกรณีเลือกนำไปรวมคำนวณกับ เงินได้อื่น ผู้มีเงินได้จะได้รับเครดิตภาษีตามมาตรา 47 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร และในกรณีที่ได้รับเงินปันผลที่ได้รับเครดิตภาษีจากผู้จ่ายหลายราย ผู้มีเงินได้จะต้องนำเงินได้ดังกล่าวที่ได้รับในปีภาษีทุกรายมารวมคำนวณภาษี ไม่สามารถเลือกเฉพาะบางรายนำมารวมคำนวณภาษีเพื่อได้รับเครดิตภาษี

เรื่องการนำเงินปันผลมารวมเป็นเงินได้เพื่อคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา และคำนวณเครดิตภาษีเงินปันผลเอาไว้จะมาเล่าให้ฟัง หรือเขียนให้อ่านในโอกาสหน้านะ เอาเป็นว่ายืนยันว่า หากเปเป้ ป ประมุข หักภาษี ณ ที่จ่ายครบ 10% ผู้ถือหุ้นก็เลือกเอาเองว่าจะนำมารวมเป็นเงินได้หรือไม่ ถ้าทำถูกต้องก็ไม่น่ามีปัญหาอะไร

เปเป้ ป ประมุข : ใช่เลยค่ะ หนูก็ว่างั้นแหละ อุตส่าห์อ่านทำความเข้าใจมาเป็นอย่างดี แต่ปัญหาครั้งนี้เกิดหลังจากจ่ายเงินปันผลเสร็จเรียบร้อย ผู้ถือหุ้นดันทะเลาะกันโดยไม่ทราบสาเหตุจากนั้นก็สรุปว่าทัศนคติไม่ตรงกัน เอ่อคุ้นๆ นะคำนี้ ตกลงเลิกกิจการโดยทำเรื่องจดทะเบียนเลิกกิจการหลังรับเงินปันผลไปไม่นาน ซึ่งในขั้นตอนการชำระบัญชี อีแม่ เอ๊ยคุณสรรพ์แกเชิญไปพบพร้อมกับแจ้งข้อกล่าวหาอย่างช้าๆ ชัดๆ ว่า เงินที่จ่ายให้กับผู้ถือหุ้นเป็นการจ่ายเงินกำไรหลังเลิกกิจการ หรือเรียกง่ายๆ ว่าผู้ถือหุ้นมีกำไรจากการขายหุ้น บริษัทในฐานะผู้จ่ายเงินต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย อัตราก้าวหน้า พร้อมทั้งผู้ถือหุ้นทุกรายจะต้องนำเงินกำไรจากการขายหุ้นไปรวมเป็นเงินได้เพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาไม่สามารถเลือกได้เหมือนเงินปันผลด้วย

งานเข้าเลยค่ะ ถ้าแบบนี้เท่ากับหักภาษี ณ ที่จ่ายขาดไปเพียบโดนปรับอาน แถมผู้ถือหุ้นงานงอกหนักกว่าเดิมอีกเพราะเท่ากับว่าต้องเสียภาษีเงินได้อัตราสูงสุด 35% กันเลยทีเดียว คิดเล่นๆ แต่ละคนรับเงินไป 10 ล้านบาท เสียภาษี 3.5 ล้านบาท อกบัวขาว เอ๊ยผู้ถือหุ้นคงอกแตกตายแน่

แต่หนูงงมากค่ะ จากเงินปันผล กลายร่างเป็น กำไรจากการขายหุ้นได้อย่างไร หนูต้องทำอย่างไร หากมีคำตอบที่ดีๆ จะไปตัดเงินปันผลของผู้ถือหุ้นมาจ่ายเป็นค่าที่ปรึกษาให้

มือปราบ : 556 เงินปันผล กับ การจ่ายเงินกำไรหลังเลิกกิจการหรือกำไรจากการขายหุ้น ชื่อก็ต่างกัน ความหมายก็ต่างกัน แถมกฎหมายก็ระบุไว้แตกต่างกันอย่างชัดเจน ทำมึน เอ๊ยทำไมประเมินให้มันเหมือนกันอย่างนี้ได้หนอ เรื่องนี้ขอให้ความเห็นอย่างนี้ละกัน

เงินปันผล คือ เงินที่ผู้ถือหุ้นได้รับตามสัดส่วนจำนวนหุ้นที่ถือ โดยกิจการจะจัดสรรจ่ายจากกำไรหลังเสียภาษีตามมติของผู้ถือหุ้น ซึ่งในวันปิดสมุดทะเบียนผู้ถือหุ้นเพื่อกำหนดสิทธิได้รับเงินปันผลนั้น ผู้ถือหุ้นจะต้องถือหุ้นอยู่ในวันปิดสมุดทะเบียน

การจ่ายเงินกำไรหลังเลิกกิจการกำไรจากการขายหุ้น คือ เงินที่ผู้ถือหุ้นจะได้รับจากการที่กิจการเลิกกันโดยคืนเงินลงทุน บวก กำไรสะสมที่เหลือ ณ วันเลิก ซึ่งก็เปรียบเสมือนการที่ผู้ถือหุ้นได้ขายหุ้นออกไปนั่นเอง หากผู้ถือหุ้นได้รับเงินน้อยกว่าที่ลงทุนก็ถือว่าขาดทุนไม่ต้องเสียภาษี หากผู้ถือหุ้นได้รับเงินมากกว่าที่ลงทุนก็คือกำไรซึ่งจะต้องนำไปรวมเป็นเงินได้เพื่อเสียภาษี ยกเว้นกำไรจากการขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์

แต่ประเด็นที่ถูกล่วงเกิน เอ๊ยประเมินน่าจะเป็นประเด็นเรื่องของการที่กิจการได้จดทะเบียนเลิก และชำระบัญชี ซึ่งในวันที่จดทะเบียนเลิก หากการชำระบัญชีทำให้ส่วนของผู้ถือหุ้นเพิ่มขึ้น เมื่อมีการคืนเงินลงทุนให้กับผู้ถือหุ้นเท่ากับว่านอกผู้ถือหุ้นนอกจากจะได้เงินลงทุนคืนแล้ว ยังได้รับผลประโยชน์จากการเลิกกิจการ เรียกว่าได้กำไรตอนเลิกนั่นล่ะ ซึ่งเงินส่วนนี้ คุณสรรพ์ถือว่าเป็นเงินได้ตามมาตรา 40 (4) (ฉ)

(ฉ) ผลประโยชน์ที่ได้จากการที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลควบเข้ากัน หรือรับช่วงกัน หรือเลิกกัน ซึ่งตีราคาเป็นเงินได้เกินกว่าเงินทุน

ซึ่งผลตอบแทนที่ได้รับเพิ่มส่วนนี้ ต้องนำไปเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา โดยไม่มีสิทธิเลือกเหมือนเงินปันผล งานนี้คุณสรรพ์ท่านคงเห็นว่าปันผลปุ๊บเลิกปั๊บเลยอาจทำให้สับสนคิดไปได้ว่าเป็นประโยชน์ที่ได้รับหลังเลิกกิจการ ซึ่งนำไปสู่ประเด็นถกเถียงกัน งานนี้ขอให้ตรวจสอบหลักฐานในที่เกิดเหตุให้ชัดเจนว่า เงินที่จ่ายคืนผู้ถือหุ้นเป็นการจ่ายก่อนหรือหลังจดทะเบียนเลิกเพราะมีความแตกต่างกันคือ

ก่อนที่บริษัทจดทะเบียนเลิก

การจ่ายเงินปันผลหรือส่วนแบ่งให้กับผู้ถือหุ้นตามกติกาที่กฎหมายกำหนด

ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายอัตรา 10%

ผู้ถือหุ้นเลือกที่จะนำไปรวมกับเงินได้อื่นเพื่อคำนวณภาษีหรือไม่ก็ได้

หลังบริษัทจดทะเบียนเลิก

เงินที่จ่ายให้กับผู้ถือหุ้นเป็นประโยชน์ที่ได้รับจากการเลิกกิจการ

ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย อัตราก้าวหน้า

ต้องนำไปรวมเป็นเงินได้เพื่อเสียภาษี

งานนี้ไปตรวจสอบให้ดีว่า จ่ายก่อนเลิกหรือจ่ายหลังจดทะเบียนเลิก หากมั่นใจว่าถูกทุกข้อ คงต้องชี้แจงให้ทราบ แต่หากจะยืนหยัดปักหลักสู้จนยกสุดท้ายได้อย่างมีน้ำหนัก ลองอ่านทบทวนฏีกา และข้อหารือด้านล่างที่แอบไปจิ๊กมาจากคุณสรรพ์มาให้อ่านน่าจะเห็นชัดเจน

ฏีกา : เงินที่โจทก์ได้รับเมื่อมีการจดทะเบียนเลิกห้างหุ้นส่วนจำกัด เป็นกไรที่เกิดขึ้นระหว่างการชำระบัญชี จึงไม่ใช่เงินปันผลหรือเงินส่วนแบ่งกำไร

เปเป้ ป ประมุข : งั้นหนูเดินหน้าลุยตามนี้เลยนะครับ จะแหลกหรือจะปี้ป่น เอ๊ยจะได้ชัยมาจะรายงานให้แซ่บนะค่ะ ขอบคุณค่ะ ถ้ามือปราบสนใจจะเรียนมวยกับพี่บัวบอกได้นะคะ ฟรีเลยค่ะ

มือปราบ : ตบท้ายอีกนิด หากคิดจะแลกหมัดสู้ ลองตรวจสอบหลังบ้านอีกครั้งนะครับว่ามีอะไรหมกเม็ดไว้หรือเปล่า หากมีแล้วคิดจะสู้ลองเปรียบเทียบดูก่อนว่าได้เสียคุ้มมั๊ย เรียกว่ารู้เขารู้เรารบร้อยครั้งชนะ(ประเมิน)ร้อยหน

ด้วยรัก

มือปราบภาษี


ติดตามบทความ สาระความรู้ด้านบัญชี ภาษี การเงิน หลักสูตรอบรมที่หลากหลาย และ application ช่วยในการทำธุรกิจที่โดนใจ ใช้ประโยชน์ได้จริงที่

คอร์สอบรมออนไลน์ คลิ๊ก : http://www.bis-online.com