2 วิธีจัดการเงินก่อนเริ่มธุรกิจ

หมวด: 
ธุรกิจและการเงิน
รายละเอียด: 

บ้านก็ไม่ต้องเช่าข้าวก็ไม่ต้องซื้อปรึกษาหารือไม่ต้องเสียสตางค์เป็นเพลงที่ผุดขึ้นอยู่ในความคิด แทบจะทุกครั้งที่ได้พบเจอธุรกิจแบบครอบครัวที่ทำร่วมกันแบบกงสี คือทำมาหาได้ก็นำมาใช้จับจ่ายใช้สอยในครอบครัวมีความสุขกันถ้วนหน้า ยิ่งหากช่วงไหนค้าขายดีเงินทองก็จะสะพัดกันทั้งบ้าน แต่หากช่วงไหนเงินทุนหมุนเวียนเกิดอัตคัตขัดสนจะหันไปหาหุ้นส่วนทั้งหลายของกงสีให้ช่วยเติมเงิน เพื่อนำมาใช้ในกิจการ ติดต่อไปหาใครก็จะได้ยินเสียงว่า ท่านกำลังเข้าสู่บริการรับฝากข้อความ จะเรียกมาประชุมสังสรรค์ประจำเดือน ก็มาไม่ค่อยจะครบเหมือนยามที่กิจการรุ่งเรือง

1. จัดการเงินด้วยการแยกกระเป๋าให้ชัดเจน

ไม่ได้บอกว่าการทำธุรกิจแบบกงสีมันผิด เพราะรูปแบบการทำธุรกิจแต่ละรูปแบบสามารถนำไปปรับใช้ให้เหมาะสมกับกิจการของตัวเอง แต่สิ่งสำคัญที่มักทำให้ธุรกิจติดหล่มคือ ใช้เงินของกิจการกับเงินส่วนตัวปะปนกัน จนแยกไม่ออกว่าไอ้ที่กิจการยังดำรงอยู่นี่เพราะเงินใคร หรือหากเป็นช่วงเวลาที่กิจการมีเงินเหลือเฟือ ก็อาจจะถูกนำไปใช้จ่ายตามความสามารถในการจับจ่ายใช้สอยของกงสีแต่ละคน หรือความรักที่มีต่อญาติพี่น้องแต่ไม่เท่ากับของคนคุมกระเป๋าเงิน

การที่เงินของกิจการกับเงินส่วนตัวปนกันหลายครั้งหลายหนทำให้ไม่เห็นภาพของกิจการได้อย่างชัดเจน บางทีเงินที่หมุนเวียนในกิจการและมีส่วนผลักดันให้กิจการประสบความสำเร็จ อาจจะกลายเป็นเงินส่วนตัวของผู้ลงทุนหรือหุ้นส่วนก็ได้ หรือบางครั้งเงินทุนของกิจการที่ขาดแคลนหยิบจับไม่คล่องมือ อาจจะเป็นเพราะหุ้นส่วนนำเงินของกิจการไปใช้ส่วนตัวมากเกินไป อะไรที่ไม่เกินความเหมาะสมมันก็จะมักจะเกิดปัญหาเสมอ

เลือกรูปแบบธุรกิจที่เหมาะสมกับตัวเอง อ่านเพิ่มเติม #5 เรื่องที่ต้องรู้ก่อนเลือกทำธุรกิจในนามบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคล#

การบริหารเงินทุนหมุนเวียนในกิจการง่ายๆ โดยแยกกระเป๋าเงินเป็นสองกระเป๋า ทำหน้าที่รับเงิน จ่ายเงิน ให้ตรงกับความเป็นจริงสามารถช่วยได้ ซึ่งมีหลักการง่ายๆ คือ

แยก    =

แยกกระเป๋าเงินของตัวเอง

กระเป๋าเงินของกิจการออกจากกัน

จ่าย    =

จ่ายเงินเดือนให้ตัวเองในฐานะคนทำงาน, จ่ายชำระเงินลงทุนให้กิจการ

ยืม     =

หากเงินของใครไม่พอสามารถหยิบยืมจากอีกฝ่ายได้

คืน     =

เมื่อมีการยืมก็ต้องมีการคืนเงินที่ยืมให้ชัดเจน

2. จัดการเงินด้วยการกำหนดรายจ่ายส่วนตัวให้ชัดเจน 

การแยกกระเป๋าเป็นหลักการที่นำมาใช้ในการทำธุรกิจส่วนตัวที่มีประโยชน์ ที่ขอหยิบนำมาเล่าให้ฟัง ส่วนการทำบัญชีจะทำแบบรายรับ – รายจ่ายง่ายๆ หรือจะบัญชีชุดใหญ่ตามมาตรฐานการบัญชีค่อยว่ากันอีกครั้ง ตอนนี้มาดูละรายละเอียดกันก่อนของหลักการข้างบนกันก่อน

การแยกกระเป๋าของตัวเอง กับกระเป๋าของกิจการออกจากกัน หมายความว่ารายรับหรือรายจ่ายที่เกิดขึ้นเป็นของใคร ก็ควรนำไปเก็บในกระเป๋านั้น พร้อมกับบันทึกบัญชีรับ – จ่ายของกิจการหรือของส่วนตัวให้ชัดเจน จะได้นำสรุปได้ว่าผลการดำเนินงานเป็นอย่างไร ใครได้ใครเสีย จะได้หาทางแก้ไขได้ชัดเจน

ธุรกิจครอบครัวส่วนใหญ่ มักจะไม่กำหนดเงินเดือนให้ตัวเอง ใช้ปนกันไม่หมดทำให้ไม่รู้ว่าส่วนไหนที่ใช้มากใช้น้อย ดังนั้นเมื่อแยกกระเป๋าแล้ว ต้องกำหนดเงินเดือนของตัวเองให้เพียงพอสำหรับเลี้ยงชีพ หากเงินเดือนของตัวเองมากไป กิจการรับไม่ไหวจะได้รู้ตั้งแต่ก่อนเริ่มทำธุรกิจ วางแผนเกี่ยวกับรายได้ ต้นทุน ค่าใช้จ่ายต่างๆ ให้เหมาะสม วิเคราะห์จุดคุ้มทุน ปรับปรุงและวางแผนบนกระดาษให้เรียบร้อยค่อยลงมือ จะได้ไม่ต้องมีปัญหาตามหลัง 

winkเมื่อแยกแล้วเวลาจ่ายค่าใช้จ่ายของใครก็ไปควักเอาจากกระเป๋านั้นอย่าปนกันwink

กระเป๋าเงินส่วนตัว ใช้สำหรับ

รับ        เงินเดือนจากกิจการ

           ค่านายหน้าจากกิจการ

จ่าย      นำเงินมาลงทุนในกิจการ

           ผ่อนชำระรถยนต์ส่วนตัว

           ค่าน้ำ ค่าไฟ ส่วนตัว

           ฯลฯ ที่เป็นเรื่องส่วนตัว ครอบครัว

กระเป๋าเงินของกิจการ ใช้สำหรับ

รับ        เงินลงทุนจากหุ้นส่วน

           รายได้จากการขายสินค้า

จ่าย      นำเงินมาลงทุนในกิจการ

           ผ่อนชำระรถยนต์ของกิจการ

           ค่าน้ำ ค่าไฟ ของกิจการ

           ทุกอย่างที่เป็นเรื่องของกิจการ และการทำธุรกิจ

3. จัดการเงิน ด้วยการกู้ยืม และคืนเงินกู้ยืมให้ชัดเจน

เมื่อแยกกระเป๋าเงินชัดเจนแล้ว เวลาที่ฝ่ายใดเพลี่ยงพล้ำเงินขาดมือ ต้องการหาเงินหมุนเวียนมาใช้ในเพิ่มเติมหรือต้องการลงทุนซื้อทรัพย์สิน ก็สามารถหยิบยืมจากอีกเงินส่วนตัวของเจ้าของ โดยลงบันทึกเป็น ลูกหนี้หรือเจ้าหนี้เงินยืม ให้ชัดเจน จะได้รู้ว่าเงินที่หมุนเวียนที่จับจ่ายใช้สอยทำให้ธุรกิจยังคงขับเคลื่อนได้ต่อไม่ได้เกิดจากความสามารถในการบริหารธุรกิจ แต่เกิดจากการกู้ยืมเงินมาใช้ซึ่งมีภาระต้องชำระคืน ในเวลาที่กิจการมีเงินเพียงพอจะได้กันเงินสำรองเพื่อชำระคืนในอนาคต ไม่เผลอใช้จนหมดหรือหากคิดจะก่อหนี้กับสถาบันการเงิน จะได้ประเมินความสามารถของกิจการได้อย่างถูกต้อง 

แม้กิจการกับเจ้าของจะเหมือนคนๆ เดียวกัน แต่มื่อแยกกระเป๋าเงินแล้ว เวลาที่ต้องไปหยิบเงินจากกระเป๋าอื่นเพื่อนำมาใช้ในก็ต้องประเมินให้ได้ชัดเจนว่าการให้กู้ยืมครั้งนี้จะส่งผลกระทบอย่างไร ผู้กู้จะมีความสามารถชำระคืนเงินกู้ได้หรือไม่ หากได้ก็ให้ยืมหากไม่ได้ก็ต้องไม่ให้ยืม ส่วนผู้ให้กู้จะนำเงินกู้ไปใช้ประโยชน์ได้หรือไม่ จะได้คิดให้ละเอียดรอบคอบไม่ด่วนตัดสินใจอะไรที่ทำให้เกิดผลกระทบต่อกิจการได้

ลองดูนะ ง่ายๆ แค่จัดระเบียบกระเป๋าของตัวเอง โดยการแยกให้เป็นสองใบ จะทำให้เราเห็นภาพของกิจการและภาพของตัวเราในอนาคตได้อย่างง่ายๆ ยิ่งตอนนี้มี application อำนวยความสะดวกในเรื่องนี้ให้ใช้ฟรีกันมากมาย โอกาสหน้าจะมาเล่าเรื่องการแยกกระเป๋าต่อ ส่วนเรื่องกระเป๋าฉีกคงต้องตัวใครตัวมันละครับ

หาความรู้เกี่ยวกับการจัดการเงินเพิ่มเติมได้จากคอร์สอบรม #เรื่องเงินเรื่องง่ายจัดการได้ธุรกิจสำเร็จ#

ด้วยรัก

คนหาเงิน


ติดตามบทความ สาระความรู้ด้านบัญชี ภาษี การเงิน หลักสูตรอบรมที่หลากหลาย และ application ช่วยในการทำธุรกิจที่โดนใจ ใช้ประโยชน์ได้จริงที่

คอร์สอบรมออนไลน์ คลิ๊ก : http://www.bis-online.com