มารู้จักสินทรัพย์ไม่มีตัวตน กันดีกว่า

หมวด: 
บัญชีและภาษี
รายละเอียด: 

มารู้จักสินทรัพย์ไม่มีตัวตน กันดีกว่า

     มาตรฐานการบัญชีฉบับที่ 51 สินทรัพย์ไม่มีตัวตน  (มาตรฐานการบัญชีฉบับที่ 51 ) หมายถึง สินทรัพย์ที่ไม่เป็นตัวเงินที่สามารถระบุได้และไม่มีกายภาพ ซึ่งต่างจากสินทรัพย์ที่เป็นตัวเงินอัน หมายถึง เงินสดหรือสินทรัพย์ที่กิจการจะได้รับเป็นจำนวนที่แน่นอน หรือสามารถทราบได้

     หรือหากอธิบายกันแบบภาษาบ้านๆเข้าใจง่ายๆก็  ต้องอย่างนี้เลยคะ  “สินทรัพย์ไม่มีตัวตน คือสินทรัพย์ที่ไม่มีรูปให้จับต้องหรือมองเห็นได้ แต่มีคุณประโยชน์หรือมีค่าทางเศรษฐกิจที่เป็นประโยชน์ต่อการดำเนินงานของกิจการในอนาคต อย่างเช่น ลิขสิทธิ์ สิทธิบัตร เป็นต้น  ซึ่งสิทธิต่างๆ เหล่านี้ต้องมีการตัดเป็นค่าใช้จ่าย ตามระยะเวลาที่ได้ใช้ประโยชน์ไป

สินทรัพย์จะเข้าเกณฑ์สามารถระบุได้ตามคำนิยามของสินทรัพย์ไม่มีตัวตนก็ต่อเมื่อ

1. สามารถแยกเป็นเอกเทศได้ เช่น แบ่งแยกจากกิจการ  ขาย โอน ให้สิทธิ ให้เช่า หรือแลกเปลี่ยนได้

2. ได้มาจากการทำสัญญาหรือสิทธิทางกฎหมายอื่น

สินทรัพย์ไม่มีตัวตนที่สามารถระบุได้ตามคำนิยามของสินทรัพย์ไม่มีตัวตน เช่น

1. สิทธิบัตร (Patent) หมายถึง หนังสือสำคัญที่รัฐออกให้เพื่อคุ้มครองการประดิษฐ์คิดค้น เช่น ขวดน้ำ หรือโทรศัพท์ เป็นต้น

2. ลิขสิทธิ์ (Copyrights) หมายถึง สิทธิแต่ผู้เดียว ที่กฎหมายรับรองให้ผู้สร้างสรรค์กระทำการใด ๆ เกี่ยวกับงานที่ตนได้ทำขึ้น อันได้แก่ สิทธิที่จะทำซ้ำ ดัดแปลง หรือนำออกโฆษณา ไม่ว่าในรูปลักษณะอย่างใดหรือวิธีใด รวมทั้งอนุญาตให้ผู้อื่นนำงานนั้นไปทำเช่นว่านั้นด้วย

อายุของลิขสิทธิ์ การคุ้มครองลิขสิทธิ์ตามกฎหมายไทย

จะกำหนดให้มีอายุการคุ้มครอง 50 ปี

3. สิทธิการเช่า (Leasehold) หมายถึง สิทธิที่ได้รับเหนืออสังหาริมทรัพย์ที่เช่าจากเจ้าของสินทรัพย์โดยตรงตามระยะเวลาที่กำหนดไว้ในสัญญา ซึ่งปกติจะมีระยะเวลานาน โดยผู้ให้เช่าจะได้รับค่าตอบแทนเป็นการแลกเปลี่ยน

4. สัมปทานและการอนุญาตให้ใช้สิทธิ (Franchises and Licening) หมายถึง สิทธิที่รัฐบาลหรือบุคคลให้บุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคลเพื่อประกอบกิจการเฉพาะอย่าง เช่น สัมปทานป่าไม้ สัมปทานรังนก

     สัมปทาน ถือเป็นคำกลางที่ใช้ได้กับกิจการ หลายประเภท แต่ในบางกรณีก็ยังถือว่าเป็นคำที่ไม่เป็นทางการ

5. เครื่องหมายการค้าและยี่ห้อการค้า (Trademark and Tradename) หมายถึง เครื่องหมายหรือสัญลักษณ์หรือตราที่ใช้กับสินค้าหรือบริการ  

  • เครื่องหมายการค้า (Trade Mark) เช่น บรีส มาม่า กระทิงแดงเป็นต้น
  • เครื่องหมายบริการ (Service Mark) เช่น เครื่องหมายของสายการบิน ธนาคาร โรงแรม เป็นต้น
  • เครื่องหมายรับรอง (Certification Mark) เช่น เชลล์ชวนชิม แม่ช้อยนางรำ ฮาลาล (Halal) เป็นต้น
  • เครื่องหมายร่วม (Collective Mark) เช่น ตราช้างของบริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด เป็นต้น

6. ค่าความนิยม (Goodwill) หมายถึง คุณค่าที่เกิดขึ้นภายในกิจการนั้นเอง คุณค่าที่เกิดขึ้นจนเป็นค่าความนิยม เกิดจากการมีความสัมพันธ์อันดีกับลูกค้า ทำให้เกิดความเชื่อถือและเกิดจากการผูกขาดทำกิจการนั้นแต่เพียงผู้เดียว เช่น ชาเขียวโออิชิ , เป็ปซี่ ฯลฯ

กิจการที่ได้รับความนิยมจะตีราคาค่าความนิยมของตนเองขึ้นมาเป็นตัวเลข

เพื่อบันทึกไว้ในบัญชีของกิจการไม่ได้

     ค่าความนิยมจะเกิดขึ้นได้โดยการซื้อกิจการมาและกำหนดค่าความนิยมขึ้นจากการซื้อกิจการนั้นเท่านั้น การจำหน่ายค่าความนิยมออกจากบัญชี เมื่อซื้อกิจการผู้อื่นมาดำเนินงานต่อโดยมีค่าความนิยมและได้บันทึกค่าความนิยมในบัญชีเรียบร้อยแล้ว กิจการจะคงค่าความนิยมไว้ในบัญชีต่อไป โดยถือว่าค่าความนิยมเป็นสินทรัพย์ที่มีอายุไม่จำกัด ตราบใดค่าความนิยมยังคงอยู่และดีขึ้นเรื่อยๆ ให้คงจำนวนค่าความนิยมไว้ในบัญชีตลอดไป แต่เมื่อไหร่เจ้าของกิจการคิดค่าความนิยมเริ่มลดลงอาจเป็นเพราะการบริหารงานเริ่มไม่ดี มีคู่แข่งที่ดีกว่า ฯลฯ เจ้าของกิจการอาจจะประมาณว่าค่าความนิยมจะคงอยู่ได้เพียง 5 ปี ก็ให้จำหน่ายค่าความนิยมออกจากบัญชีภายในระยะเวลา 5 ปี  ก็ทำได้


 “ ENJOY ”