ตอนที่ 2 ทำไมต้องเป็นคนรวย 1

หมวด: 
กฎหมาย
รายละเอียด: 

“..ทำไม่ต้องเป็นคนรวย!..ตอน 1”

                เมื่อครั้งยังเด็กผมเคยนึกสงสัยว่าผู้คนมากมายก้มหน้าก้มตาทำงานหาเงินหาทองเพื่อให้มีเยอะๆมากมายไปกันทำไม         ผมเอ่ยปากถามพ่อว่า ที่พ่อต้องทำงานหนักมากๆมาตลอดหลายปีพ่อทำเพื่ออะไรกัน

                พ่อบอกผมว่า พ่ออยากเป็นคนรวย!

                ทำไม่ต้องเป็นคนรวยครับพ่อ ก็ในเมื่อเรากินข้าวไม่เกินมื้อละ 1-2  จาน เสื้อผ้าก็ใส่ได้คราวละ 1 ชุด พื้นที่สำหรับนอนพักผ่อน กว้างxยาว ก็ไม่เกินคนละหนึ่งช่วงตัว  แล้วพ่อจะมีเงินเยอะๆไปทำไมกัน

                ที่ลูกพูดก็ถูก แต่มันถูกไม่หมด และลูกยังไม่เข้าใจความหมายคำว่า “คนรวย” ของพ่อ

                พ่อเล่าให้ผมฟังต่อไปว่าทุกๆสิ่งบนโลกบนจักรวาลนี้ล้วนแล้วแต่มีหน้าที่เป็นของตัวเอง ไม่เว้นแม้แต่ก้อนหินดินทราย ลำธาร แม่น้ำ มดตัวเล็กๆ ก็ต้องทำหน้าที่ของตัวเอง ยกตัวอย่าง  ยุง เกิดมามีอายุสั้นมากมันจึงจำเป็นจะต้องรีบกระเสือกกระสนหาอาหาร(ดูดเลือด) แล้วก็รีบสืบพันธุ์ให้ได้ก่อนที่มันจะตายจากโลกนี้ไป  ตัวไหนโชคดีได้ดูดเลือดมันก็ได้สืบพันธุ์ของมันต่อไปได้อย่างนี้ถือว่ามันได้ทำหน้าที่สมบูรณ์ก่อนตาย ส่วนตัวไหนดูดเลือดไม่ได้ก็ต้องล้มเหลวในชีวิตต้องตายไปแบบเสียชาติที่เกิดมาเป็นยุง

                สำหรับชีวิตของมนุษย์ที่เกิดมาบนโลกนี้ก็มีหน้าที่ไม่น้อยหน้ายุงเหมือนกัน แต่ด้วยความที่มนุษย์ดันทะลึ่งได้รับของขวัญจากพระเจ้ามากกว่าเพื่อนสัตว์ทั้งหลาย มนุษย์จึงต้องมีหน้าที่มากกว่า ละเอียดกว่ายุง คิดดูเอาเถิดว่าจะดีใจหรือสมเพชรตัวเองมากกว่ากัน

                ไอ้ที่ว่าได้รับของขวัญจากพระเจ้ามากกว่าสัตว์อื่นก็ตรงที่ว่านอกจากมนุษย์มีร่างกายที่สามารถยืนด้วยเท้า 2 ข้าง หลังตรง แล้ว มนุษย์ยังมีสมองที่ปราศเปรื่องอัจฉริยะเป็นที่สุดมากกว่าสัตว์ใดในโลกนั่นเอง  ไอ้สมอง (ความคิด) ของมนุษย์นี่แหละที่นำหายนะมาสู่มนุษย์ในฐานะที่เป็นเหรียญอีกด้านของพรอันประเสริฐ

                ในขณะที่เรายังมีชีวิตร่างกายของคนทุกคน เซลทุกเซลในร่างกายของเรามันทำหน้าที่ของมันตลอดเวลา เช่น เม็ดเลือดแดงทำหน้าที่นำพาอ๊อกซิเจนไปให้ถึงเซลกล้ามเนื้อเพื่อจะแปรสภาพเป็นพลังงานเปลี่ยนสถานะต่างๆของร่างกายเพื่อให้อวัยวะทรงตัวมันอยู่ได้ หายใจอยู่ได้ หัวใจเต้นอยู่ได้ กินอาหารอยู่ได้ เคลื่อนไหวร่างกายอยู่ได้ มีชีวิตอยู่ได้ ล้วนแล้วแต่เป็นผลงานการทำหน้าที่ของเซลทุกเซล  จึงสรุปได้ว่าร่างกายของคนเราเกิดมามีหน้าที่ต้องทำ ถ้าไม่ทำก็ต้องตาย สลายไปเป็นฝุ่นผง คงสภาพอยู่ไม่ได้    ลูกจึงมีหน้าที่ต้องกินอาหาร ต้องขับถ่าย ต้องสืบพันธุ์ ต้องนอนพักผ่อน ต้องรักษาพยาบาลเมื่อเจ็บป่วย ถ้าลูกไม่ทำลูกจะต้องตาย....ลูกอยากตายหรือเปล่า?

                ไม่....ผมยังไม่อยากตาย    ผมรีบตอบทันควัน

                พ่อเล่าต่ออีกว่าคนทุกคนก็คิดเหมือนลูกว่าไม่อยากตาย เราจึงได้เห็นว่าต่างคนต่างทำหน้าที่เพื่อร่างกายของใครของมันทั้งนั้น  คราวนี้เรื่องของเรื่องก็คือว่าถ้าต่างคนต่างทำหน้าที่ของตัวเอง แบบมีอะไรๆขาดเหลือก็ช่วยเหลือแบ่งปันกันด้วยความเมตาอันนี้ก็ไม่เดือดร้อน  แต่ความเป็นจริงก็คือจิตใจของแต่ละคนมีแต่ความคิดที่จะเอารัดเอาเปรียบคนอื่นอยู่ร่ำไป แต่ละคนก็มักคิดว่า จะกวาดเอาทุกสิ่งทุกอย่างมาเป็นของตัวเองให้มากๆเข้าไว้ ไม่ว่าจะเป็นทรัพย์สินเงินทอง เกียรติยศ ศักดิ์ศรี ความสุขทั้งทางรูปธรรม และนามธรรม ไม่สนใจวิธีการว่าจะสกปรกหรือไม่ มันจึงเกิดการยื้อแย่งแข่งขัน ขัดแย้ง เป็นสงครามในครอบครัว ในบ้าน ในเมือง ในโลก ขึ้นมา   เมื่อมีการแข่งขันก็ย่อมต้องมีคนแพ้คนชนะ คนผิดหวัง คนสมหวัง คนที่สมหวังก็มีความปลื้มปิติสุขกับอารมณ์นั้นๆ ยิ่งได้เสพมากเท่าไหร่ก็อยากได้เสพมากขึ้นทุกทีๆ  เพราะติดในอารมนั้นในรสชาตินั้น  ส่วนคนผิดหวังก็จะเต็มไปด้วยความทุกข์ทรมานเหมือนตกอยู่ในกองไฟตอลดเวลาเป็นความทุกข์ร้อนทางความคิดทางจิตใจที่มีอยู่จริงๆบนโลกใบนี้ เป็นอาการป่วยทางจิตวิญญาณ ใครที่เคยมีอาการป่วยทางจิตวิญญาณนี้จะรู้ดีว่ามันทุกข์ทรมานยิ่งกว่าการป่วยด้านร่างกายหลายร้อยเท่า    ความสุขความทุกข์ที่มีขึ้นในคิดจิตใจของคนนี้ความจริงเป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติที่เป็นวิทยาศาสตร์ทางจิตวิญญาณที่เรียกว่า “ปฏิจจสมุปบาท” หากลูกรู้ว่ามันเกิดและดับลงได้ยังไง ลูกจะรู้จักวิธีเอาตัวรอดจากพิษของมันด้วย   และเมื่อเรายังมีชีวิตจึงไม่สามารถแยกร่างกายออกจากความคิดจิตใจได้ เราจึงมีหน้าที่จะต้องทำให้จิตใจปลอดภัยจากพิษร้ายของระบบ “ปฏิจจสมุปบาท” นี้ด้วย

                ลูกจะเห็นว่าด้านร่างกาย เรามีหน้าที่กินข้าวให้ตรงเวลา ขับถ่าย ออกกำลังกาย นอนหลับพักผ่อนเพียงพอ สืบพันธุ์ รักษาพยาบาลตัวเองเมื่อเจ็บป่วย  ส่วนด้านจิตวิญญาณเรามีหน้าที่จะต้องทำจิตใจให้เป็นปกติเป็นสุขสงบ มีสติ มีปัญญา รู้ว่าอะไรๆเป็นไปตามธรรมชาติเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ไม่ยึดถือเอามาเป็นของตัวเรา ปล่อยวางต่อทุกสิ่ง เมื่อได้อย่างนี้ทุกลมหายใจเข้าออก ลูกจะยิ้มรับความตายได้ และจะตายด้วยความสงบเย็น เพราะในขณะที่จิตจะหลุดจากร่างลูกจะภาคภูมิใจที่ได้ทำหน้าที่สมบูรณ์ไม่เหลืออะไรให้ต้องทำบนโลกนี้อีก

                เมื่อลูกเข้าใจข้อนี้ ลูกจะรู้ว่าความร่ำรวยที่พ่อหมายถึง มีฐานมาจากคำว่า “หน้าที่” นี้เอง

 

                วิชิต ศรีบุรินทร์