ขายดาวน์รถยนต์ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม

หมวด: 
บัญชีและภาษี
รายละเอียด: 

รถยนต์ถือเป็นปัจจัยที่ห้าที่จำเป็นต่อการทำธรุกิจเป็นอย่างยิ่ง แม้ว่าโลกยุคปัจจุบันจะก้าวเข้าสู่โลกของสังคม คนก้มหน้ากันอย่างเต็มรูปแบบ บางคนก้มหน้าอ่านหนังสือ, บางคนก้มหน้าเล่มเกมส์, บางคนก้มหน้าเพราะขี้เกียจเห็นอะไรที่ขัดสายตา แต่ไม่ว่าเทคโนโลยีจะก้าวไกลอย่างไร รถยนต์ก็ยังคงเป็นสิ่งจำเป็นอยู่เหมือนเดิมไม่ว่าจะขับรถไปหากิ๊ก แฮ่อันนี้ไม่มีนะ ขับรถไปพบลูกค้าเพื่อประชุมนำเสนอข้อมูลสินค้า บริการ หรือขับรถเพื่อส่งสินค้าให้ถึงมือลูกค้าได้อย่างทันท่วงที

ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์รุ่นไหนๆ ราคาเท่าไหร่ หลายๆ คนก็สามารถไขว่คว้ามาไว้ในครอบครองได้อย่างไม่ยากเย็น เพราะบริษัทรถยนต์ทั้งหลายต่างพากันหาเครื่องมือทางการเงินมาสนับสนุนเต็มรูปแบบ ทำให้การจะออกรถสักคันสามารถที่จะดาวน์น้อยๆ ผ่อนหนี้นานๆ ดอกเบี้ยบานยิ่งกว่าผลผลิต จ่ายดาวน์แค่ไม่กี่พันไม่กี่หมื่นก็ได้รถยนต์ออกมาขับ ส่วนเรื่องผ่อนชำระว่ากันทีหลังหากผ่อนไม่ไหวก็คืนเค้าไป ถือว่าได้เช่ารถยนต์มาใช้ชั่วขณะหนึ่ง ของที่ไม่ใช่ของเราก็ต้องคืนเค้าไป 555

มูลค่ารถยนต์หักเป็นรายจ่ายในการคำนวณาภาษีได้

การซื้อรถยนต์ไม่ว่าจะเป็นซื้อสด, เช่าซื้อ หรือลิสซิ่ง หากสรุปว่าต่างกันอย่างไรคงต้องบอกว่ามีทั้งความเหมือน และความต่างซึ่งพอจะสรุปง่ายๆ เพื่อทบทวนความทรงจำได้ดังนี้

-  การซื้อเงินสด หรือเช่าซื้อ นำมูลค่ารถยนต์มาหักค่าเสื่อมราคาและสึกหรอได้ สำหรับการซื้อรถยนต์นั่งรถยนต์ที่มีที่นั่งไม่เกิน 10 ที่นั่งในทางภาษีจะนำมูลค่ารถยนต์มาหักค่าเสื่อมราคาและสึกหรอได้ไม่เกินคันละ 1.0 ล้านบาท

- การซื้อโดยการทำลิสซิ่ง ทางบัญชีถือเป็นทรัพย์สินของกิจการ แต่ในทางภาษีกลับมองต่างมุมว่าเป็นการเช่า ทำให้ต้องเกิดการปรับปรุงเวลาคำนวณภาษีโดย

- นำค่าเสื่อมราคาและสึกหรอทางบัญชีทั้งจำนวน มาบวกกลับในการคำนวณภาษี

- นำค่างวดตามสัญญาลิสซิ่งที่จ่ายจริง มาหักเป็นรายจ่ายในการคำนวณภาษี สำหรับการลิสซิ่งรถยนต์นั่ง หรือรถยนต์ที่มีที่นั่งไม่เกิน 10 ที่นั่ง จะนำค่าเช่ามาหักได้ไม่เกิน 36,000 บาทต่อเดือนค่อคัน

ยามดีก็ใช้ ยามไข้ก็รักษา เอ๊ยยามเศรษฐกิจไม่ได้ ค้าขายไม่คล่องทำให้หลายกิจการต้องหันมาเมียงมอง รถยนต์คันงามที่แปลงร่างจากทรัพย์สินกลายเป็นภาระหรือกลายเป็นหนี้สินที่ทำให้เงินกิจการร่อยหรอ โดยเฉพาะกิจการที่มีภาระการผ่อนชำระค่างวดรถยนต์จำนวนมากๆ ต้องหาทางลดภาระการผ่อนชำระโดยการจะยกเลิกสัญญาปล่อยให้พี่ไฟ เอ๊ยไฟแนนซ์แกยึดรถไป โดยเจรจาขอยกเลิกหนี้ที่มีต่อกันทั้งหมด ถือว่าอโหสิกรรมก็ว่ากันไป

ผ่อนไม่ไหวขายดาวน์ต้องนำส่งภาษีมูลค่าเพิ่ม

แต่บางรายเห็นทางออกที่ดีกว่าโดยหาคนมาซื้อต่อ ขอรับเงินค่างวดที่ผ่อนชำระไปทั้งหมดหรือบางส่วน จากนั้นให้ผู้ซื้อเป็นคนผ่อนชำระกับพี่ไฟกันเอาเอง ซึ่งกรณีที่เป็นรถยนต์ที่ทำสัญญาลิสซิ่งเค้าจะเรียกกันว่าโอนสิทธิการเช่าตามสัญญาลิสซิ่ง โดยทุกฝ่ายต้องยินยอมไม่ว่าจะเป็นผู้เช่าเดิม, ผู้เช่าใหม่ และลิสซิ่ง หากทุกอย่างลงตัวก็เป็นอันจบ

เรื่องโอนรถ หมดภาระการผ่อนจบ แต่ปัญหาใหม่กลับเกิดขึ้นเพราะการขายครั้งนี้ไม่ได้เป็นการขายรถยนต์เนื่องจากรถยนต์ยังติดสัญญาเช่าซื้อ หรือลิสซิ่ง ทำให้หลายบริษัทไม่เคยนำเงินที่ได้รับมารวมเป็นรายได้เพื่อคำนวณภาษี ขายรถหลายราย ซึ่งก็เป็นเรื่องที่ถูกเพราะรถยนต์ยังไม่ได้เป็นกรรมสิทธิ์ของเราจึงยังไม่สามารถนำไปขายได้ แต่การขายครั้งนี้เป็นการขายสิทธิในการซื้อรถยนต์ตามสัญญาเช่าซื้อ หรือสัญญาผ่อนชำระ ซึ่งคุณสรรพ์มองว่าเป็นการขายสินทรัพย์ไม่มีตัวตน ผู้ขายจะต้องนำมูลค่าของการขายสิทธิ์มาเป็นฐานรายรับเพื่อคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มในมุมมองของคุณสรรพ์ไป เรื่องนี้หลายคนรู้หลายคนอาจจะไม่รู้ ปัญหามันก็ไปเกิดกับคนที่ไม่รู้สิ เพราะคุณสรรพ์แกท่องจำจนขึ้นใจว่า

มาตรา 77/1 ในหมวดนี้ เว้นแต่ข้อความจะแสดงให้เห็นเป็นอย่างอื่น(8) " ขาย " หมายความว่า จำหน่าย จ่าย โอนสินค้า ไม่ว่าจะมีประโยชน์หรือค่าตอบแทนหรือไม่ และให้หมายความรวมถึง... มาตรา 77/1 (8)

(9) " สินค้า " หมายความว่า ทรัพย์สินที่มีรูปร่างและไม่มีรูปร่าง ที่อาจมีราคาและถือเอาได้ไม่ว่าจะมีไว้เพื่อขาย เพื่อใช้ หรือเพื่อการใด ๆ และให้หมายความรวมถึงสิ่งของทุกชนิดที่นำเข้า

      

ข้อความอื่นยังไม่ต้องพูดถึง เพราะเมื่อคำว่าขายครอบคลุมถึงพื้นที่แบบนี้ การที่ผู้เช่าเดิมโอนสิทธิในสัญญาลิสซิ่งพร้อมกับเรียกรับผลตอบแทนก็เท่ากับว่าเป็นการขายซึ่งต้องนำส่งภาษีมูลค่าเพิ่ม 7%

หลายรายโอนสิทธิ รับเงินเข้ากระเป๋าแล้วก็คิดว่าจบ แต่มันจะกลายเป็นการจบแบบเจ็บๆ เพราะหากคุณสรรพ์ตรวจพบเท่ากับว่าวันที่โอนสิทธิและรับค่าตอบแทนเราต้องนำส่งภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% ของค่าโอนสิทธิ มาจนวันนี้วันที่ตรวจพบเท่ากับยื่นนำส่งภาษีขาด ก็ต้องรับรางวัลเบี้ยปรับ เงินเพิ่มครบชุด 

ใครใคร่ค้าช้างค้า ใครใคร่ค้ามาค้า ใครใคร่ขายรถยนต์ หรือโอนสิทธิการเช่ารถยนต์ตามสัญญาลิสซิ่งก็ทำไป แต่ถ้าเป็นบริษัทที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มอย่าลืมเรื่องการนำส่งภาษีมูลค่าเพิ่มละกันจะหาว่าไม่เตือน

รถยนต์นั้นเป็นของข้า แต่ภาษีนั้นเป็นของคุณสรรพ์เป็นข้อคิดส่งท้ายสำหรับวันนี้ไปละครับ

ด้วยรัก

มือปราบภาษี


ติดตามบทความ สาระความรู้ด้านบัญชี ภาษี การเงิน หลักสูตรอบรมที่หลากหลาย และ application ช่วยในการทำธุรกิจที่โดนใจ ใช้ประโยชน์ได้จริงที่
 
คอร์สอบรมออนไลน์ คลิ๊ก : http://www.bis-online.com