การส่งช่างเข้าไปติดตั้ง/ซ่อมแซมเครื่องจักร

รบกวนสอบถามครับ
บริษัท A ขายเครื่องจักรให้บริษัท ในประเทศไทย โดยในสัญญาการซื้อขายได้รวมค่าติดตั้งเอาไว้ในราคาสินค้าแล้ว
ในกรณีนี้ จะเข้าข่ายเป็นการทำให้เกิดรายได้หรือกำไร แก่บริษัท A โดย ช่างคนไทยที่เข้าไปติดตั้งเครื่องจักรที่โรงงานลูกค้าหรือเปล่าครับ?

อีกกรณีหนึ่งคือ บริษัทในไทย ว่าจ้างให้บริษัท A ส่งช่างคนไทยเข้าไปตรวจเช็คและซ่อมแซมเครื่องจักร โดยเมื่อเสร็จงาน บริษัท A จะส่งใบเรียกเก็บเงินมาและบริษัทในประเทศไทยจะจ่ายเงินค่าบริการตรงไปที่บริษัท A
แบบนี้จะถือว่าช่างคนไทยเป็นตัวการทำให้เกิดรายได้หรือกำไร แก่บริษัท A หรือไม่ครับ (ทั้งกรณีที่ช่างคนไทย ถูกว่าจ้างเป็นงานๆไป และกรณีที่ช่างคนไทยถูกจ้างเป็นรายเดือนจากบริษัท A แบบล่องหนตามเนื้อความเดิม)


      

แถมอีกกรณีที่ซับซ้อนกว่าเดิม คือบริษัท A ได้มีการจ้างช่างชาวต่างชาติ (ประเทศยุโรป) ที่แต่งงานอยู่ในไทย โดยจ่ายรายเดือนเหมือนกับช่างไทย และทำตัวล่องหนเหมือนกัน
และช่างชาวต่างชาติก็มีหน้าที่เหมือนกับช่างไทย คือ ติดตั้งเครื่องจักรใหม่ และซ่อมแซมเครื่องจักรเก่า ตามงานที่ได้รับแจ้ง แบบนี้จะถือว่าช่างชาวต่างชาติจะเป็นตัวการทำให้เกิดรายได้หรือกำไร แก่บริษัท A หรือไม่ครับ

บริษัท A ควรจะบริหารช่าง อย่างไรให้ไม่ต้องเข้าข่ายเป็นสถานประกอบการถาวรในประเทศไทยได้ครับ เช่นให้ช่างตั้งบริษัท โดยบริษัท A จ่ายเงินเป็นก้อนมาให้ทุกเดือนเป็นค่าที่ปรึกษา โดยให้บริษัทช่างจ่ายเงินเดือนให้ตัวเองและเสียภาษีตามระบบ ในส่วนของงานตามสั่งให้บริษัทช่างออกบิลเก็บเงินจากลูกค้า แล้วชำระบางส่วนกลับไปให้ทางบริษัท A เป็นค่าข้อมูลในการจัดซ่อม ได้หรือเปล่าครับ

รบกวนด้วยนะครับ ขอบคุณครับ

 

ขอทบทวนหลักการของ ม. 76 ทวิ ที่ลูกจ้าง ตัวแทน ผู้ทำการติดต่อ จะต้องทำหน้าที่เสียภาษีแทนนิติบุคคลต่างประเทศที่มีรายได้ในประเทศ เพื่อให้เกิดความเข้าใจตรงกัน และนำไปปรับใช้ได้ในทุกเคส จะต้องเข้าองค์ประกอบ 3 ข้อคือ 
ข้อที่ 1 : นิติบุคคลต่างประเทศได้รับเงินได้ในประเทศไทย โดยเข้าเงื่อนไขทุกข้อ
1. นิติบุคคลต่างประเทศ ต้องมีลูกจ้าง, ผู้ทำการแทน หรือผู้ทำการติดต่อในการประกอบกิจการในประเทศไทย ซึ่งเป็นเหตุให้ได้รับเงินได้ หรือผลกำไรในประเทศไทย
2. ผู้ทำการแทน หรือผู้ทำการติดต่อ จะต้องมีฐานะเป็นตัวแทนไม่อิสระ

ข้อที่ 2 : ความหมายของตัวแทนอิสระ พิจารณาได้จากคำวินิจฉัยของคณะกรรมการวินิจฉัยภาษีอากรที่ 2/2526 ดังนี้
1. ในทางปฏิบัติ บุคคลในประเทศไทยได้กระทำการเป็นนายหน้าหรือตัวแทน ให้แก่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลในต่างประเทศเป็นการทั่วไป ไม่ได้กระทำให้แก่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลในต่างประเทศแห่งหนึ่ง หรือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งโดยเฉพาะหรือเป็นส่วนใหญ่และ
2. ไม่มีสัญญาหรือข้อตกลงระหว่างบุคคลในประเทศกับบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนในต่างประเทศมีผลเป็นการจัดกัดสิทธิบุคคลในประเทศในการกระทำการเป็นนายหน้าหรือตัวแทนเพื่อขายสินค้าประเภทเดียวกันกับบุคคลอื่นในต่างประเทศ และในทางปฏิบัติก็ไม่เคยปรากฏว่ามีการจำกัดสิทธิเช่นนั้น และ
3. ในการประกอบธุรกิจดังกล่าวบุคคลในประเทศมิได้รับประโยชน์อย่างอื่นจากบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลในต่างประเทศเว้นแต่ค่านายหน้าสำหรับการซื้อขายสินค้าแต่ละคราวเท่านั้นและ
4. ในการซื้อขายสินค้า ผู้ซื้อสินค้าได้รับชำระหรือจะได้รับชำระเงินค่าสินค้าให้แก่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลในต่างประเทศซึ่งเป็นผู้ขายสินค้านั้นโดยตรง

ข้อหารือที่เกี่ยวข้อง

http://www.rd.go.th/publish/2581.0.html

ข้อ 3 : การพิจารณาว่ามีเงินได้ในประเทศไทยหรือไม่ จะแยกเป็น 2 กรณีคือ
1. การซื้อขายสินค้า จะถือว่ามีเงินได้ในประเทศไทยหาก
1.1 มีการทำสัญญาในประเทศไทย
1.2 มีการส่งมอบสินค้าในประเทศไทย
2. การให้บริการจะพิจารณาว่าเข้ามาดำเนินการในประเทศไทยหรือไม่

หากเข้าเงื่อนไขครบทุกข้อ ถือว่าบริษัทต่างประเทศได้รับเงินได้ในประเทศโดยมีลูกจ้าง ตัวแทน ผู้ติดต่อในประเทศทำให้เกิดเงินได้จะเข้าเงื่อนไขที่ต้องยื่นเสียภาษีตามมาตรา 76 ทวิ
(มีต่อ)

::คำวินิจฉัย 2/2526::

เว็บไซต์ที่ทุกคนเข้าถึงได้

RD.GO.TH

จากหลักการที่สรุปข้างต้น หากนำมาเปรียบเทียบกับประเด็นคำถาม พอจะสรุปข้อคิดเห็นดังนี้
ข้อ 1 ขอให้ย้อนกลับไปพิจารณาสาระสำคัญของการซื้อขายและติดตั้งครั้งนี้ว่า สาระสำคัญคือการซื้อขาย หรือการจ้าง 


      

หากเป็นการซื้อขาย ก็ต้องดูว่ามีการติดต่อทำสัญญาซื้อขายในประเทศ หรือมีการส่งมอบสินค้าโดยตัวแทนไม่อิสระของบริษัทต่างประเทศในประเทศไทยหรือไม่ หากเข้าเงื่อนไขข้อหนึ่งข้อใดก็จะเป็นตัวแทนฯ ต้องเสียภาษีแทนบริษัทต่างประเทศ หากไม่เข้าเงื่อนไขตัวแทนฯ จะไม่มีหน้าที่ยื่นเสียภาษี

หากสาระสำคัญเป็นการว่าจ้าง หากการให้บริการโดยสัญญาจ้างทำโดยลูกจ้าง หรือตัวแทนไม่อิสระ จะเข้าเงื่อนไขทำให้ต้องยื่นเสียภาษีแทนบริษัทต่างประเทศ

ประเด็นที่อาจจะมีปัญหาในอนาคตคือ การขายสินค้าพร้อมติดตั้งครั้งนี้ ลูกค้าจะรับมอบสินค้าเมื่อติดตั้งเสร็จหรือไม่ และการรับมอบผู้ขาย ก็ต้องส่งทีมงานเข้ามาติดตั้งเครื่องจักรให้สมบูรณ์ และส่งมอบสินค้าภายหลังติดตั้งในประเทศ หากช่างมีฐานะเป็นตัวแทนไม่อิสระ อาจจะถูกประเมินว่าช่างจะเข้าข่ายเป็นตัวแทน มีหน้าที่ต้องยื่นเสียภาษีแทนบริษัทต่างชาติได้ 

หรือหากรับมอบไปแล้วตั้งแต่ส่งสินค้าเข้ามาตามเงื่อนไขซื้อขาย ส่วนเรื่องบริการแยกจากกัน ส่วนของค่าบริการจะถือเป็นการให้บริการในประเทศได้ แต่หากการขายสินค้าและติดตั้งครั้งนี้ไม่ได้แยกราคาสินค้า และค่าติดตั้งก็อาจจะมีประเด็นเรื่องการประเมินราคาค่าบริการ ซึ่งคงต้องหาข้อสรุปเกี่ยวกับเรื่องนี้ให้ชัดเจน

ข้อ 2 และ 3 ตอบรวมกันว่าหากช่างไทย และช่างต่างประเทศ ไม่ได้เป็นลูกจ้าง แต่เป็นผู้รับงานอิสระสามารถรับจ้างบริษัททั่วไปเพื่อรับติดตั้งเครื่องจักรเป็นปกติธุระ จะถือเป็นตัวแทนอิสระ ซึ่งไม่มีหน้าที่ต้องเสียภาษีแทนบริษัทต่างประเทศ

สรุปหากไม่ต้องการยื่นเสียภาษีฯ แทนบริษัทต่างประเทศตามมาตรา 76 ทวิ จะต้องสร้างองค์ประกอบไม่ให้เข้าเงื่อนไขคือ
1. การซื้อขายสินค้า ต้องทำสัญญาในต่างประเทศ
2. การให้บริการ ต้องทำในต่างประเทศ 
3. การซื้อขายสินค้า หรือให้บริการในต่างประเทศ จะต้องทำโดย ตัวแทนอิสระ