ทำอย่างไรเมื่อมีการชำระค่าสินค้าหรือบริการไปต่างประเทศ

เรียนสอบถามอาจารย์ทุกท่านครับ เกี่ยวกับการชำระค่าสินค้าหรือบริการไปต่างประเทศครับ

1. ซื้อสินค้าจากประเทศฮ่องกง ในราคา HKD300 โดยทางฮ่องกงให้ทาง คนในประเทศไทยส่งมอบสินค้า(ที่ส่งมาไว้ที่ประเทศไทย) ให้กับเราโดยไม่ได้ผ่านพิธีการนำเข้า เวลาชำระค่าสินค้าไปยังฮ่องกง เราต้องนำส่งภาษี VAT7% จากยอด HKD300 (ประมาณ 84บาท) ให้กับสรรพากรไทยหรือไม่ครับ

2. จากข้อ 1. หากต้องนำส่งภาษีมูลค่าเพิ่มให้กับสรรพากร หลังจากบวกกำไรและค่าใช้จ่ายเบื้องต้น ก่อนขายยังต้องบวก ภาษีมูลค่าเพิ่มขายอีก 7% ทำให้เรามีต้นทุนที่สูงมากขึ้น เมื่อเทียบกับบริษัทฮ่องกงที่มีการขายตรงให้ลูกค้าในไทยด้วย ถึงแม้ราคาขายจะสูงกว่าที่ขายให้เรา 20% (HKD360) แต่เมื่อลูกค้าสั่งซื้อตรงส่งถึงบ้านไม่ผ่านด่านไม่เสียภาษีนำเข้าเก็บเงินผ่านบัตรเครดิต จ่ายแค่ 1440 บาท เราจะสามารถแข่งขันกับการขายแบบนี้ได้อย่างไรครับ

3. จากข้อ 2. จากมาตรการรัฐที่จะออกมาให้ทางธนาคารเป็นผู้เก็บภาษีมูลค่าเพิ่มและภาษีหัก ณ ที่จ่าย จากค่าสินค้าและบริการที่จ่ายไปยังต่างประเทศ จะสามารถบังคับให้ผู้ขายสินค้าในต่างประเทศจ่ายเงินตรงนี้ได้หรือครับ? ไม่ใช่ว่าเป็นการผลักภาระให้ผู้บริโภคในประเทศไทยต้องมาเสียเงินเพิ่มใช่ไหมครับ? เพราะสุดท้ายผู้ขายในต่างประเทศย่อมไม่ส่งสินค้ามาให้หากได้รับเงินไม่ครบจำนวนที่แจ้งมา (เช่น HKD360 ธนาคารบอกต้องหัก 7% ไว้เป็นภาษีมูลค่าเพิ่มให้รัฐ ทำให้เงินที่ไปถึงผู้ขายในต่างประเทศกลายเป็น HKD334.8 ผู้ขายแจ้งว่าเงินไม่ครบต้องโอนเงินเพิ่มอีก HKD25.2 ผู้ซื้อก็โอนเพิ่มอีก ธนาคารจะหักมูลค่าเพิ่มอีกจากยอด HKD25.2 หรือไม่ครับ?) คือ กำลังสับสนกับวิธีการ จะวางแผนภาษีก็ยังวางไม่ถูกครับ

4. จากข้อ 3. เราควรจะเตรียมตัวอย่างไรสำหรับมาตรการเหล่านี้ครับ เพราะเหมือนจะเพิ่มต้นทุนให้ผู้ซื้อ/ผู้ใช้บริการในประเทศไทย แทนที่จะลดภาระครับ โดยเฉพาะภาษี หัก ณ ที่จ่าย 15% สำหรับค่าบริการ จากที่่เคยมีโอกาสได้ใช้บริการจากต่างประเทศมา ไม่เคยมีเจ้าไหนยอมจ่าย 15% นี้เลยครับ กลายเป็นผู้จ่ายในประเทศไทยต้องเป็นคนออกค่าใช้จ่ายเองครับ กรณีแบบนี้จะต้องวางแผนและแก้ปัญหาอย่างไรครับ

ขอบคุณอาจารย์ทุกท่านสำหรับคำแนะนำล่วงหน้าครับ

มาแล้วครับ ขอบคุณที่อดใจรอ แต่คำตอบยาวมวากกก ขอตอบหลายๆ ครั้งหน่อยนะครับ ตอบในครั้งเดียวไม่ค่อยผ่าน เริ่มข้อแรกเลยนะ

ภาษีมูลค่าเพิ่ม หรือภาษีหัก ณ ที่จ่าย เป็นปัญหาของผู้ประกอบการจำนวนไม่น้อย โดยเฉพาะคนที่ทำธุรกิจระหว่างประเทศ ซึ่งจะมีคู่กรณีเป็นชาวต่างประเทศซึ่งอาจจะไม่เข้าใจกฎหมายไทย หรืออาจจะเข้าใจแต่ไม่ยอมเสียภาษี ทำให้ภาษีดังกล่าวกลายมาเป็นต้นทุนของเราโดยปริยาย สำหรับประเด็นปัญหาที่เกิดขึ้นขอให้ความเห็นเพื่อนำไปใช้ประกอบการพิจารณาดังนี้

1. การนำเข้าสินค้าจากฮ่องกง หรือจากประเทศอื่นๆ โดยหลักการแล้วผู้นำเข้า จะต้องชำระภาษีมูลค่าเพิ่มอัตรา 7% ในวันที่ชำระอาการขาเข้า หรือวันที่ออกใบขนสินค้า กรณีได้รับยกเว้นอากรขาเข้า ตามมาตรา 78/2 
แต่กรณีนี้ เนื่องจากสินค้าไม่ได้นำเข้าโดยการเดินพิธีการนำเข้า โดยผู้ขายได้แจ้งให้ตัวแทนในประเทศไทยส่งมอบสินค้าให้ บริษัทในฐานะผู้นำเข้ายังคงต้องชำระภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% ด้วยแบบ ภ.พ. 36 เหมือนกรณีนำเข้าโดยดำเนินพิธีการศุลกากร
หากว่ากันตามกฎหมายจริงๆ อาจจะมีรายละเอียดลึกลับซับซ้อนมากกว่านี้ แต่สรุปง่ายๆ ว่าต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มจากการนำเข้าตามปกติ

      

 2. คำถามนี้ต้องแยกเป็น 2 คำตอบ 
     1. กรณีที่ผู้ขายในต่างประประเทศขายสินค้าให้กับผู้ซื้อในประเทศ (ลูกค้ารายย่อย)
โดยหลักการผู้ซื้อหรือผู้นำเข้าจะต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มเช่นเดียวกัน แต่จากอดีตจนถึงปัจจุบันระเบียบของกรมศุลกากร กำหนดยกเว้นสำหรับการนำเข้าที่มูลค่าสินค้าไม่ถึง 1,500 บาท จะไม่เก็บอากรขาเข้า ทำให้ภาษีมูลค่าเพิ่มที่คำนวณจากฐานราคานำเข้าไม่สามารถคำนวณได้ จึงเหมือนถูกยกเว้นไปด้วยโดยปริยาย 
กรมสรรพากรเองก็พยายามแก้ไขช่องโหว่ตรงนี้ โดยกำหนดให้ผู้นำเข้าต้องชำระภาษีมูลค่าเพิ่มอัตรา 7%จากราคาสินค้าที่นำเข้า แม้กรมศุลกากรจะยกเว้นสำหรับมูลค่าสินค้าที่ไม่ถึง 1,500 บาทก็ตาม เพื่อให้เกิดความเท่าเทียมกันกับผู้ที่ขายสินค้าในประเทศ แต่ในทางปฏิบัติคงยังต้องรอดูว่าจะต้องทำอย่างไร และบังคับใช้ได้แค่ไหน 
ปัญหาการไม่ชำระภาษีมูลค่าเพิ่มจากการนำเข้าที่ไม่ผ่านด่านกรมศุลกากร ซึ่งปัจจุบันก็ทำได้หลายหลายรู้แบบ โดยที่ผู้ซื้ออาจจะไม่ทราบว่าต้องชำระภาษีมูลค่าเพิ่ม ประกอบกับเป็นการซื้อเพื่อนำมาใช้ส่วนตัว จึงทำให้หลุดหลงจากการตรวจสอบไปได้ แต่อนาคตหากกำหนดให้ธนาคารเป็นผู้จัดเก็บภาษีแทน ผู้นำเข้าจะต้องชี้แจงรายละเอียดว่าเป็นรายการเกี่ยวกับอะไร ก็อาจจะทำให้ปัญหาน้อยลง 
     2. ผู้ขายในต่างประเทศ ขายให้กับผู้ซื้อในประเทศเพื่อนำมาขายต่อ 
กรณีนี้ ขออธิบายให้เห็นภาพ โดยแยกเป็น 3 กรณี
              1. ผู้ขายในประเทศ อยู่ในระบบภาษีมูลค่าเพิ่ม โดยเรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากราคาสินค้า
ปกติเราต้องนำส่งภาษีมูลค่าเพิ่มอัตรา 7% จากราคาสินค้าที่ขาย แม้จะต้องชำระภาษีมูลค่าเพิ่มจากการนำเข้า โดยหลักการจะไม่ถือว่าภาษีมูลค่าเพิ่มที่ต้องจ่ายชำระตอนนำเข้าคือต้นทุนของกิจการ ไม่ต้องนำไปรวมเพื่อคำนวณหาราคาขาย หรือกำไร เพราะเราสามารถขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่มจากการนำเข้าได้โดยการนำไปหักจากภาษีขาย , ขอคืนเป็นเงินสด หากกรณีของท่านอยู่ในรูปแบบนี้ ภาษีมูลค่าเพิ่ม ไม่ใช่ต้นทุนของกิจการแต่อย่างใด
             2. ผู้ขายในประเทศ อยู่ในระบบภาษีมูลค่าเพิ่ม โดยรวมภาษีมูลค่าเพิ่มในราคาสินค้า
หากเราไม่สามารถเรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม เพิ่มจากราคาขายได้ เท่ากับว่าเราต้องรับภาระภาษีมูลค่าเพิ่มเองโดยหักออกจากราคาสินค้า ดูเผินๆ เหมือนว่าภาษีซื้อจากการนำเข้าจะกลายเป็นต้นทุนของเรา
แต่หากมองอีกมุม ภาษีมูลค่าเพิ่มจากการนำเข้า สามารถนำมาหักจากภาษีขายที่เราต้องนำส่ง ก็เท่ากับลดภาษีขายที่ต้องนำส่ง เปลี่ยนมาเป็นจ่ายชำระภาษีมูลค่าเพิ่มจากการนำเข้าแทน จึงไม่มีผลต่อต้นทุนของกิจการเช่นเดียวกัน

             3. ผู้ขายในประเทศ ไม่อยู่ในระบบภาษีมูลค่าเพิ่ม
หากสำรวจแล้วกิจการของเราอยู่ในสถานะนี้ คือขายสินค้าโดยไม่ได้อยู่ในระบบภาษีมูลค่าเพิ่มอยู่แล้ว ก็ยิ่งไม่น่าจะมีผลกระทบ เพราะไม่ได้นำส่งภาษีขาย กรณีนี้เมื่อนำเข้าหากไม่มีการเดินพิธีการใดๆ ที่จะเป็นหลักฐานการนำเข้าได้ จึงไม่ควรแสดงหลักฐานการซื้อ หรือนำเข้า หรือชำระภาษีมูลค่าเพิ่มจากการนำเข้า เพื่อให้สอบยันกันได้ แต่การทำธุรกิจในลักษณะนี้ต่อไปเรื่อยๆ ต้องยอมรับความเสี่ยงกับการถูกตรวจสอบพบ ซึ่งจะส่งผลทำให้ถูกประเมินภาษีได้

3. การกำหนดเงื่อนไขให้ผู้ซื้อสินค้า หรือผู้รับบริการในประเทศ ทำหน้าที่นำส่งภาษีมูลค่าเพิ่ม และภาษีหัก ณ ที่จ่าย หากพิจารณาแนวทางการปฏิบัติ ไม่ว่าจะเป็นการขอความร่วมมือ การกำหนดโทษกับผู้เกี่ยวข้องทั้งสถาบันการเงิน, บริษัทต่างๆ คงต้องบอกว่าโอกาสที่จะเป็นเป็นไปได้ค่อนข้างสูงที่จะเกิดขึ้น ที่แน่ๆ ตอนนี้ยืนยันตรงกันเป็นเสียงเดียวว่าจะเริ่มใช้ปี 2561
ส่วนจะเป็นการผลักภาระให้กับผู้ประกอบการในประเทศไทยไม่ ตอบว่าในระยะสั้นคงมีผลแน่นอน เพราะผู้ขายสินค้า หรือผู้ให้บริการในต่างประเทศหลายรายก็อาจจะไม่เข้าใจเรื่องภาษีระหว่างประเทศ ทำให้เกิดคำถามว่าทำไมต้องเสียภาษีให้กับประเทศไทยด้วย

4. การเตรียมตัวรับมือกับการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ที่เกิดขึ้น เป็นสิ่งที่ไม่อาจหลีกเลี่ยง ซึ่งต้องนำข้อมูลทางธุรกิจที่จะทำ มาวิเคราะห์ประเด็นภาษี ผลกระทบ ให้ชัดเจนก่อนลงมือทำ ซึ่งอาจจะพบว่าบางประเด็นไม่มีผลกระทบ บางประเด็นอาจจะกระทบ ก็ต้องพิจารณาเป็นเรื่องๆ ดังนี้
         1. ภาษีมูลค่าเพิ่ม ตามที่อธิบายไว้ข้างต้นหากเราเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียน ซึ่งมีหน้าที่เรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากการขายสินค้า หรือให้บริการอยู่แล้ว ดังนั้น ภาษีมูลค่าเพิ่มจากการนำเข้าสินค้า หรือบริการที่ใช้ในประเทศ จึงไม่น่าจะส่งผลกระทบกับต้นทุนการทำธุรกิจ เพราะสามารถขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่มได้ทั้งจำนวน 
         2. ภาษีหัก ณ ที่จ่าย 
         หากพิจารณาตาม มาตรา 70 ภาษีส่งเงินได้ออกนอกประเทศ ที่กำหนดไว้ดังนี้

“บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศ มิได้ประกอบกิจการในประเทศไทย แต่ได้รับเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (2)(3) (4) (5) หรือ (6) ที่จ่ายจากหรือในประเทศไทย ให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนั้นเสียภาษี โดยให้ผู้จ่ายหักภาษีจากเงินได้พึงประเมินที่จ่ายตามอัตราภาษีเงินได้ สำหรับบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลแล้วนำส่งอำเภอท้องที่พร้อมกับยื่นรายการตามแบบที่อธิบดีกำหนดภายในเจ็ดวันนับแต่วันสิ้นเดือนของเดือนที่จ่ายเงินได้พึงประเมินนั้น ทั้งนี้ ให้นำมาตรา 54 มาใช้บังคับโดยอนุโลม”

จะเห็นว่า การหักภาษี ณ ที่จ่าย กรณีจ่ายเงินไปต่างประเทศ จะต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย กรณีจ่ายเงินได้ตามมาตรา 40 (2) – (6) เท่านั้น ดังนั้นจึงต้องมาพิจารณานิติกรรมที่เกิดขึ้นเป็นกรณีๆ 
    1. การนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศ ถือเป็นเงินได้จากการพาณิชย์ตามมาตรา 40 (8) ไม่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย จึงไม่มีผลกระทบต่อต้นทุนของกิจการ
    2. การจ่ายค่าบริการไปยังต่างประเทศ ต้องพิจารณารายละเอียดของค่าบริการว่าเป็นเงินได้ตามมาตรา 40(2) – (6) ที่อยู่ในบังคับต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย ตามมาตรา 70 หรือไม่ 
หากพบว่าต้องหัก ก็ยังไม่ต้องรีบร้อย ลองตรวจสอบกับอนุสัญญาว่าด้วยการยกเว้นภาษีซ้อนว่ากำหนดเงื่อนไขการยกเว้นหรือไม่ หากกำหนดยกเว้นก็เท่ากับว่าไม่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย หรือหากมีการกำหนดให้หักฯ แต่กำหนดลดหย่อนภาษีเอาไว้อย่างไรก็ปฏิบัติไปตามนั้น
แต่หาก ม. 70 กำหนดให้หัก และอนุสัญญาฯ ก็ไม่ได้ยกเว้น กรณีนี้คงต้องเจรจากับผู้ขายในต่างประเทศให้เข้าใจ เพราะผู้ขายในต่างประเทศก็สามารถนำไปขอคืนภาษีตามวิธีการของแต่ละประเทศได้ หากไม่ยอมอีกคงต้องนำภาษีที่ต้องออกแทนมาคำนวณต้นทุนรวมถึงกำหนดราคาขายให้เหมาะสม 

ลองพิจารณาตรวจสอบข้อมูลของบริษัทคู่ค้า, นิติกรรมที่ทำระหว่างกัน ทั้งกฎหมายไทย อนุสัญญาว่าด้วยการยกเว้นภาษีซ้อนให้ชัดเจนอาจจะได้คำตอบ หากต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย คงต้องคุยกับคู่ค้าให้เข้าใจ และทำให้ถูกต้องดีกว่า