การหักภาษี ณ ที่จ่ายค่าจ้างทำของ

1.ที่บริษัทผมมีการว่าจ้างบุคคลธรรมดามาซ่อมเครื่องจักรปกติที่ผ่านมาหัก 3% และใช้บัตรประชาชนของช่างซ่อมเป็นหลักฐาน จากผังการหักภาษี ณ ที่จ่าย หน้า 63 ในเอกสารประกอบการเรียนวิชา 700 ในมาตรา 50 บอกว่าให้หักอัตราก้าวหน้า? อยากสอบถามว่าที่ถูกต้องคือแบบไหนครับ

2.บริษัทมีการว่าจ้างนิติบุคคลซ่อมเครื่องจักร เมื่อบริษัทที่รับจ้างส่งใบแจ้งหนี้มีการแยกรายการค่าของอะไหล่และค่าบริการซ่อม บางทีอยู่บิลเดียวกันบางทีอยู่คนละบิลแล้วแต่บริษัทต้องหัก 3% เฉพาะค่าบริการหรือทั้งหมดครับ? แต่ส่วนมากทางผู้ซ่อมแจ้งว่าให้หักแต่ค่าบริการ แต่หนังสือวิชา 700 หน้า156-157 บอกอีกแบบ
 

ขอบคุณครับ
พัลลภ

เรียน คุณพัลลภ

คำตอบสำหรับข้อ 1. ประเด็นที่สอบถามตอบว่าถูกต้องทั้งสองกรณีครับ เพราะการจ่ายเงินที่เกิดขึ้นจริงกับตัวอย่างหน้าที่ท่านหยิบมาสอบถามแตกต่างกันคือ
กรณีที่กิจการจ่ายเงินค่าซ่อมเครื่องจักร เป็นการจ่ายให้ผู้รับจ้างเข้ามาซ่อม โดยรับผิดชอบทั้งค่าแรงงาน ค่าอุปกรณ์ต่างๆ ถือเป็นการจ้างทำของ หรือการจ่ายค่าจ้างเหมาการเหมา ซึ่งเป็นเงินได้ตามมาตรา 40 (7) ซึ่งมาตรา 3 เตรส ประกอบคำสั่งกรมฯ ท.ป. 4/2528 กำหนดให้หักรายจ่ายอัตรา 3% ซึ่งกรณีท่านปฏิบัติถูกต้องแล้ว กรณีนี้เทียบเคียงได้กับรายละเอียดตามเอกสารบรรยายหน้า 107

    ส่วนเอกสารหน้า 63 ที่ท่านสอบถามตามภาพ

จะเป็นการจ่ายเงินได้จากการรับทำงานให้ เช่น เบี้ยประชุมกรรมการ, ค่านายหน้าที่จ่ายให้กับผู้ที่ไม่ใช่พนักงาน, จ้างให้มาทำงานโดยไม่มีการลงทุนในวัสดุ อุปกรณ์ นอกจากเครื่องไม้เครื่องมือ ซึ่งเป็นเงินได้ตามมาตรา 40 (2) กำหนดให้หักอัตราก้าวหน้าดังนี้
 
มาตรา 50 ให้บุคคล ห้างหุ้นส่วน บริษัท สมาคม หรือคณะบุคคลผู้จ่ายเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 หักภาษีเงินได้ไว้ทุกคราวที่จ่ายเงินได้พึงประเมินตามวิธีดังต่อไปนี้
(1) ในกรณีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (1) และ (2) ให้คูณเงินได้พึงประเมินที่จ่ายด้วยจำนวนคราวที่จะต้องจ่าย เพื่อให้ได้จำนวนเงินเสมือนหนึ่งว่าได้จ่ายทั้งปี แล้วคำนวณภาษีตามเกณฑ์ในมาตรา 48 เป็นเงินภาษีทั้งสิ้นเท่าใดให้หารด้วยจำนวนคราวที่จะต้องจ่าย ได้ผลลัพธ์เป็นเงินเท่าใดให้หักเป็นเงินภาษีไว้เท่านั้น           
 
ประเด็นสำคัญคือ กฎหมายกำหนดประเภทเงินได้ไว้หลายประเภท และกำหนดเงื่อนไขการหักภาษี ณ ที่จ่ายไว้แตกต่างกัน  จะต้องพิจารณาว่าเงินได้ที่จ่ายนั้นเป็นเงินได้ประเภทใด แต่กรณีที่ท่านจ่ายค่าซ่อม โดยหลักการน่าจะเป็นการจ่ายค่าจ้างทั้งแรงและของ จึงเป็นการจ่ายเงินจากการรับเหมา มาตรา 40 (7) จึงต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายอัตรา 3%
 
คำตอบสำหรับข้อ 2. การจ่ายค่าจ้างทำของ เป็นประเด็นที่เป็นปัญหามาก เพราะผู้รับจ้างเองไม่ต้องการถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย จึงมักจะออกบิลแยกค่าแรง และค่าของ เพื่อที่จะให้หักเฉพาะค่าแรง โดยถือว่าค่าของเป็นการซื้อขายสินค้าซึ่งไม่เข้าหลักเกณฑ์ต้องหัก แต่ในการพิจารณาของกรมสรรพากรจะพิจารณาว่า สาระสำคัญของการว่าจ้างคือต้องการให้งานซ่อมเสร็จ หรือต้องการวัสดุ อุปกรณ์ที่ใช้ซ่อม หากวัตถุประสงค์หลักคือต้องการให้งานเสร็จ โดยผู้รับจ้างมีหน้าที่ต้องจัดหาอุปกรณ์ สัมภาระต่างๆ เพื่อทำงานแล้วเสร็จ สาระสำคัญจึงเป็นการให้บริการไม่ใช่การซื้อสินค้า และบริการจึงต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายจากทั้งค่าแรงและค่าของ ตามคำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป. 4/2528, ป. 20/2531 และข้อหารือที่เกี่ยวข้องดังนี้
 
ท.ป. 4/2528 ข้อ 8 ให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล หรือนิติบุคคลอื่นซึ่งเป็นผู้จ่ายเงินได้พึงประเมิน เฉพาะที่เป็นค่าจ้างทำของ ให้แก่ผู้รับซึ่งเป็น 
(1) ผู้มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา เฉพาะค่าจ้างทำของที่เข้าลักษณะเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (7) หรือ (8) แห่งประมวลรัษฎากร หักภาษี ณ ที่จ่าย โดยคำนวณหักไว้ในอัตราร้อยละ 3.0 
(2) บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย แต่ไม่รวมถึงมูลนิธิหรือสมาคมหักภาษี ณ ที่จ่าย โดยคำนวณหักไว้ในอัตราร้อยละ 3.0
ป. 20/2531 ข้อ 1  การจ่ายเงินค่าจ้างทำของให้แก่ผู้รับจ้างที่ผู้ว่าจ้างจะต้องคำนวณหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย และนำส่งในอัตราร้อยละ 3.0 ของยอดเงินค่าจ้างที่จ่าย จะต้องปรากฏว่า
(1)  ผู้ว่าจ้างต้องเป็นบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลหรือนิติบุคคลอื่น
(2)  ผู้รับจ้างต้องเป็น
   (ก) ผู้มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา เช่น บุคคลธรรมดา ห้างหุ้นส่วนสามัญ คณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคล หรือกองมรดกที่ยังไม่ได้แบ่ง
   (ข) บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย แต่ไม่รวมถึงมูลนิธิ หรือสมาคม
   (ค) บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศประกอบกิจการในประเทศไทย โดยมีสำนักงานสาขาตั้งอยู่เป็นการถาวรในประเทศไทย
(3) การจ้างทำของดังกล่าวต้องเป็นการจ้างทำของตามความหมายของบทบัญญัติมาตรา 587 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ คือสัญญาซึ่งบุคคลหนึ่ง เรียกว่า ผู้รับจ้างตกลงรับจะทำงานสิ่งใดสิ่งหนึ่งจนสำเร็จให้แก่บุคคลอีกคนหนึ่ง เรียกว่า ผู้ว่าจ้าง และผู้ว่าจ้าง และผู้ว่าจ้างตกลงจะให้สินจ้าง เพื่อผลสำเร็จแห่งการที่ทำนั้น เช่น การรับจ้างสีข้าว การรับจ้างเลื่อยไม้การรับจ้างบันทึกภาพและเสียในเทปแผ่นหรือสิ่งใดๆ การรับก่อสร้างบ้าน การรับซ่อมแซมยานพาหนะ การรับจ้างบริหารงาน เป็นต้น
 
คำพิพากษาศาลฎีกา 258/2530 ค่าจ้างทำของ “ได้วินิจฉัยข้อแตกต่างระหว่างการซื้อขาย และการรับจ้างทำของนั้นหาได้อยู่ที่เจตนา และกริยาของคู่กรณีที่ประพฤติต่อกันแต่ประการเดียวไม่ แต่ความสำคัญอยู่ที่ว่า สัมภาระกับการงานที่รับทำจนสำเร็จนั้นสิ่งไหนสำคัญกว่ากัน ถ้าการงานที่รับทำจนสำเร็จสำคัญกว่าสัมภาระก็เป็นรับจ้างทำของ แต่ถ้าไม่สำคัญกว่าก็เป็นการซื้อขายการขาย  (กค 0702/36367 วันที่ : 5 กุมภาพันธ์ 2552)”
 
การให้บริการซ่อม ไม่ว่าจะออกใบกำกับภาษีหรือใบแจ้งหนี้ ระบุค่าซ่อมแซม กับค่าวัสดุฉบับเดียวกันหรือคนละฉบับ การให้บริการดังกล่าวถือเป็นการให้บริการรับจ้างซ่อมทั้งหมด หากผู้จ่ายเงินได้เป็นบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลหรือบุคคลอื่น ผู้จ่ายมีหน้าที่หักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย ในอัตราร้อยละ 3.0 ของเงินได้ที่จ่าย...(กค. 0811/ก.1102 : 29 กันยายน 2543)
 
กรณีบริษัทว่าจ้างให้ทำการตกแต่งภายในอาคาร และติดตั้งวัสดุอุปกรณ์ โดยมอบหมายให้บริษัท ช ผู้รับจ้าง เป็นผู้จัดหาวัสดุอุปกรณ์ ตามข้อเท็จจริงนั้น เข้าลักษณะเป็น “สัญญาจ้างทำของ” ตามมาตรา 587 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ซึ่งถือเป็นสัญญาจ้างทำของทั้งจำนวน แม้ในข้อตกลงบริษัท และบริษัทผู้รับจ้างจะได้กำหนดมูลค่างานโดยแยกค่าวัสดุ อุปกรณ์ ออกจากค่าแรงก็ตาม ดังนั้นเมื่อบริษัทจ่ายเงินค่าแรง และค่าวัสดุอุปกรณ์ให้แก่บริษัท ช ผู้รับจ้าง บริษัทฯ จึงมีหน้าที่ต้องหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย ในอัตราร้อยละ 3.0 ของเงินได้ทั้งหมดที่จ่าย ตามข้อ 8 ของคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ท.ป. 4/2528...(กค 0706/115 : 6 พฤศจิกายน 2545)
 
แต่หากกิจการที่รับซ่อม ประกอบธุรกิจขายอะไหล่ดังกล่าว ขายอะไหล่ต่างๆ ให้กับบุคคลทั่วไปเป็นปกติธุรกิจ กรณีนี้อาจจะถือได้ว่า เป็นการซื้ออะไหล่ แต่ให้บริการซ่อมด้วย จึงจะสามารถหักเฉพาะค่าแรงได้ ซึ่งต้องพิจารณาข้อเท็จจริงเป็นกรณีๆ ไป ตามข้อหารือด้านล่าง
 
ข้อหารือ บริษัท อ. จำกัด แจ้งว่า บริษัทฯ เป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ประกอบกิจการซื้อขายกระจก อลูมิเนียม ชุดประตูหน้าต่าง โครงคร่าวเหล็กชุปสังกะสีฝ้าเพดาน ฝาผนังกั้นห้องยิบซั่มบอร์ด และหลังคาเหล็ก Metal Sheet พร้อมให้บริการติดตั้ง บริษัทฯได้ออกใบกำกับภาษีให้ลูกค้าโดยแยกค่าสินค้าและค่าบริการออกจากกันเป็น 2 ฉบับ บริษัทฯ ขอหารือว่า บริษัทฯ ต้องถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย ในอัตราร้อยละ 3.0 จากค่าบริการติดตั้ง ใช่หรือไม่
 
แนววินิจฉัย บริษัทฯ ประกอบกิจการขายสินค้าพร้อมให้บริการติดตั้งโดยออกใบกำกับภาษีค่าสินค้าและค่าบริการติดตั้ง แยกจากกันเป็นสองฉบับ เฉพาะค่าบริการติดตั้งที่แยกออกจากราคาสินค้าเข้าลักษณะเป็นเงินได้จากการรับจ้างทำของ ผู้จ่ายเงินได้มีหน้าที่หักภาษีจากเงินได้พึงประเมินที่จ่ายในอัตราร้อยละ 3.0 ตามมาตรา 3 เตรส แห่งประมวลรัษฎากร ประกอบกับข้อ 8 ของคำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป.4/2528 เรื่องสั่งให้ผู้จ่ายเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 แห่งประมวลรัษฎากร มีหน้าที่หักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย ลงวันที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2528 กค 0706/11102 : 2 พฤศจิกายน 2550
 
ดังนั้น การตอบคำถามนี้ท่านจะต้องพิจารณาข้อเท็จจริงของคู่สัญญาประกอบว่าเป็นกรณีใด เพื่อพิจารณาการหักภาษี ณ ที่จ่ายให้ถูกต้อง
 
ด้วยรัก
มิตรทอง

 

คำนวณภาษีและค่าธรรมเนียมจากการขายอสังหาริมทรัพย์ล่วงหน้าได้ง่ายๆ กับ 
#Property Tax Free# 
โหลดฟรี http://www.bis-online.com/download