การกำหนดสัดส่วนเงินลงทุน

สนใจจะซื้อที่ดินมาขาย home offices ขายจำนวน 4-6 หลัง โดยมีผู้ร่วมทุนประกอบ

  1. คุณแม่จะลงทุนในส่วนของการซื้อที่ดิน
  2. คนเสนอแผนธุรกิจและเป็นผู้แลโครงการ มีส่วนเงินร่วมลงทุนด้วย 
  3. สถาปนิกด้านการออกแบบ ก่อสร้าง และการตลาด และมีส่วนเงินร่วมลงทุนด้วย 

ในส่วนของการจัดสรรสัดส่วนการลงทุนควรจะพิจารณาอย่างไรดีและควรจัดการภายใต้ชื่อบุคคลธรรมดาหรือบริษัทดีกว่าครับเมื่อเทียบกันในด้านภาษี

ถ้าต้องการสร้างอาคารสองหลังชิดกันมาที่กฎหมายกำหนด โดยเจ้าของที่ดินยินยอมให้ทำ สามารถทำได้จริงไหมครับหรือยังไงก็ต้องตามกฎหมายอยู่ดีครับ

ตอบประเด็นเรื่องสัดส่วนการลงทุนดังนี้

การกำหนดสัดส่วนการลงทุนโดยหลักความยุติธรรม และความเสมอภาคย์ ก็ต้องพิจารณากำหนดจากมูลค่าของเงิน ค่าจ้างแรงงาน หรือทรัพย์สิน ที่นำมาลงทุน ซึ่งกรณีนี้ก็ต้องกำหนดมูลค่าของที่ดินที่จะซื้อ มูลค่าของการจัดทำแผนธุรกิจ และมูลค่าของเงินที่สถาปนิกจะลงทุน หรือมูลค่าของค่าจ้างที่สถาปนิกจะทำงานให้เราโดยไม่ต้องจ่ายเงินค่าตอบแทน

กรณีเรื่องของที่ดินคงไม่มีปัญหาเพราะกำหนดมูลค่าที่ดินที่จะซื้อได้ชัดเจน ส่วนมูลค่าแผนธุรกิจอาจจะต้องลองตรวจสอบหาราคาค่าจ้างในการทำว่าอัตราในท้องตลาดที่จะทำแผนให้เราในรูปแบบ แนวทางเดียวกัน มีมูลค่าเท่าไหร่ หรืออาจจะหาข้อสรุปร่วมกันที่ทุกฝ่ายยอมรับ ส่วนสถาปนิก็ให้เสนอราคามา และพิจารณาว่าอัตราค่าจ้างนั้นสอดคล้องกับอัตราค่าจ้างในท้องตลาดหรือไม่ และจะต้องจ่ายเป็นเงินเท่าไหร่ ส่วนที่ไม่ได้จ่ายเป็นเงินก็กำหนดค่าตอบแทนเป็นหุ้นแทน เช่น

  1. หากที่ดิน ต้องซื้อในราคา 5 ล้านบาท คุณแม่ก็จะได้ถือหุ้น 5 ล้าน
  2. ส่วนค่าจ้างทำแผนธุรกิจ หากกำหนดมูลค่า 5 แสน ก็จะได้ถือหุ้น 5 แสน
  3. ส่วนค่าจ้างหากสถาปนิก ขอรับเป็นค่าหุ้น 5 แสน ก็จะได้ถือหุ้น 5 แสน

ส่วนเรื่องการทำธุรกิจในนามบุคคลธรรมดา หรือนิติบุคคล หากพิจารณาจากจำนวนบ้านที่จะสร้างเพียง 4 – 5 หลัง ซึ่งรายได้น่าจะไม่มากประกอบกับในการคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา สามารถที่จะเลือกหักรายจ่ายตามความจำเป็นและสมควร ซึ่งก็คือนำต้นทุนที่ดิน และค่าก่อสร้างที่เกิดขึ้นมาหักเป็นรายจ่ายในการคำนวณภาษีได้ ประเมินว่าอัตรากำไร และภาษีน่จะไม่สูงมากเกินไป และบุคคลธรรมดาแม้จะต้องทำบัญชีรายรับ และรายจ่าย รวมถึงต้นทุน แต่ก็ยังไม่ต้องทำบัญชีตาม พรบ. การบัญชี ซึ่งน่าจะสะดวกกว่า หากพิจารณาภาพรวมในประเด็นนี้ การทำธุรกิจในรูปบุคคลธรรมดาอาจจะสะดวก และเหมาะสมกว่า

แต่หากจะให้คำแนะนำในเชิงลึก ควรนำข้อมูลของกิจการมาคำนวณภาษีเปรียบเทียบว่าทั้งสองรูปแบบอย่างไหนจะเสียภาษีมากน้อยกว่ากัน และค่อยเปรียบเทียบข้อดีข้อเสียจากการทำธุรกิจทั้งสองแบบเปรียบเทียบจะได้ข้อสรุปที่ชัดเจน

 

ด้วยรัก

มิตรทอง


บทความที่เกี่ยวข้อง :

5-เรื่องต้องรู้ก่อนเลือกทำธุรกิจในนามบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคล

ข้อเปรียบเทียบการทำธุรกิจในรูปบุคคลธรรมดา และนิติบุคคล

อ่านบทความเพิ่มเติมเรื่องภาษีจากการทำธุรกิจได้ที่ www.bis-online.com


คำนวณภาษีและค่าธรรมเนียมจากการขายอสังหาริมทรัพย์ล่วงหน้าได้ง่ายๆ กับ 
#Property Tax Free# 
โหลดฟรี http://www.bis-online.com/download